วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เกี่ยวกับประเทศบรูไน


 บรูไนดารุสซาลาม
Brunei Darussalam

ชื่อทางการ   
 
เนการาบรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam แปลว่า ดินแดนแห่งความสงบสุข)
 

ที่ตั้ง
ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนียว ทิศตะวันออก ตะวันตกและทิศใต้ติดเขตซาราวัก ประเทศมาเลเซีย 
โดยพื้นที่ร้อยละ 70 เป็นป่าไม้

พื้นที่
5,765 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น 4 เขต คือ Brunei-Muara, Belait, Temburong และ Tutong

เมืองหลวง
บันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan) อยู่ในเขต Brunei-Muara

ประชากร
374,577 คน (2550) เชื้อชาติมาเลย์ 250,967 คน (67%) จีน 56,187 คน (15%) และอื่น 67,424 คน (18%)
อัตราการเพิ่มประชากรปีละ 3.5 % (2550)

ภูมิอากาศ  
ร้อนชื้น มีฝนตกชุกตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ย 23-32 องศาเซลเซียส ฝนตกหนักสุดช่วงเดือนกันยายนถึงมกราคม
และพฤษภาคมถึงกรกฎาคม อากาศเย็นสบายที่สุดจะอยู่ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน

ภาษา
ภาษามาเลย์ (Bahasa Melayu) เป็นภาษาราชการ  ภาษาอังกฤษและภาษาจีนเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารแพร่หลาย

ศาสนา
ศาสนาประจำชาติ คือ ศาสนาอิสลาม (67%) ศาสนาอื่น ๆ ได้แก่ ศาสนาพุทธ (13%) ศาสนาคริสต์ (10%)
และฮินดู

หน่วยเงินตราดอลลาร์บรูไน (Brunei Dollar) ประมาณ 1.37 ดอลลาร์บรูไน/1 ดอลลาร์สหรัฐ (1)หรือ ประมาณ
23.98 บาท/ 1 ดอลลาร์บรูไน (2) (บรูไนมีความตกลงแลกเปลี่ยนเงินกับสิงคโปร์ทำให้เงินดอลลาร์บรูไนมีมูลค่า
เท่ากับเงินดอลลาร์สิงคโปร์และสามารถใช้แทนกันได้ แต่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลลาร์สิงคโปร์ ประมาณ
23.95บาท/ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์)

GDP
GDP *18,918 ล้านดอลลาร์บรูไน (2549)  
GDP per capita 49,400 ดอลลาร์บรูไน (2549)
GDP Growthร้อยละ 3.8

ระบอบการปกครอง
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัลโบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์
(His Majesty Sultan HajiHassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddaulah) ทรงเป็นสมเด็จพระราชาฯ
องค์ที่ 29 ทรงเป็นองค์พระประมุขของประเทศตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2510 ซึ่งในปีนี้ (2551) เป็นวาระเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ
62 ปี ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ

วันสำคัญ
วันประกาศอิสรภาพ 1 มกราคม พ.ศ.2527
วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระราชาธิบดีฯ 15 กรกฎาคม
 
 

การเมืองการปกครอง


- รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 1 มกราคม 2527 กำหนดให้สมเด็จพระราชาธิบดีทรงเป็นอธิปัตย์ คือ เป็นทั้งประมุขและนายกรัฐมนตรี สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันยังทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการคลังอีกด้วย ทั้งนี้
นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นชาวบรูไนฯ เชื้อสายมาเลย์โดยกำเนิดและจะต้องนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่


- ปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงพรรคเดียวคือ พรรค Parti Perpaduan Kebangsaan Brunei (PPKB) ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลแต่ไม่มีบทบาทนัก โดยรัฐบาลบรูไน ฯ เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีพรรคการเมือง
เนื่องจากประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็น หรือขอความช่วยเหลือจากข้าราชการของสมเด็จพระราชาธิบดีได้อยู่แล้ว  
 
                         - ในปี 2547 มีการเคลื่อนไหวที่สำคัญเมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงประกาศให้ฟื้นฟูสภานิติบัญญัติขึ้นอีกครั้ง
นำไปสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของบรูไนฯซึ่งพัฒนาการดังกล่าว
ได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ นักวิชาการ รวมทั้งพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ยังเคลื่อนไหวอยู่


- ในปี 2548 สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงประกาศปรับคณะรัฐมนตรีครั้งสำคัญในรอบ 22 ปี โดยทรงแต่งตั้งมกุฎราชกุมารอัล มูห์ทาดี บิลลาห์ ให้ทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโสประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวทางการสืบทอดอำนาจ
ในการบริหารประเทศ
ในอนาคต นอกจากนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีโดยได้เปิดโอกาสให้นักธุรกิจที่มีความชำนาญและ
ผู้ที่ไม่ได้เป็นมุสลิม เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่าสมเด็จพระราชาธิบดีฯ
ทรงให้ความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจ ภาคพลังงาน รวมทั้งการพัฒนาประเทศให้เป็นมุสลิมสายกลางมากขึ้น เพื่อให้บรูไน ฯ
มีความเจริญทัดเทียมนานาประเทศ

- ปัจจุบันรัฐบาลของประเทศบรูไนประกอบได้ด้วย 12 กระทรวง คือ
 

- สำนักนายกรัฐมนตรี
- กระทรวงกลาโหม
- กระทรวงการคลัง
- กระทรวงการต่างประเทศ
- กระทรวงมหาดไทย
- กระทรวงศึกษาธิการ
- กระทรวงอุตสาหกรรม
- กระทรวงศาสนา
- กระทรวงการพัฒนา
- กระทรวงวัฒนธรรม เยาวชนและกีฬา
- กระทรวงสาธารณสุข
- กระทรวงคมนาคม
 

 

เศรษฐกิจการค้า


เศรษฐกิจ

- บรูไน ฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสามในภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย
และเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ LNG อันดับสี่ของโลก จึงมีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
คิดเป็นมูลค่ากว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดโดยส่งออกไปยังญี่ปุ่น อออสเตรเลีย จีน อินเดีย สิงคโปร์ ไทย
และเกาหลีใต้ ในขณะเดียวกัน บรูไนฯ นำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และเครื่องจักรอุตสาหกรรม รถยนต์ เครื่องมือ
เครื่องใช้ไฟฟ้าจากสิงคโปร์ อังกฤษ มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา

- นอกเหนือจากอุตสาหกรรมน้ำมัน บรูไนฯ ยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก อาทิ อุตสาหกรรมฮาลาล โดยรัฐบาลได้เปิดตัวโครงการ
Brunei Premium Halal Brand ขึ้น ภายใต้ความร่วมมือกับภาคเอกชนออสเตรเลีย เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและ
อาหารฮาลาลบรูไนฯ สู่ตลาดสากล นอกจากนี้ ยังส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ โดยมีจุดขายอยู่ที่การเป็นประเทศ
ที่มีความสงบและปลอดภัย และมีนโยบายจะพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าและท่องเที่ยว
(Service Hub for Trade and Tourism – SHuTT 2003 Vision) และการรักษาพยาบาล

- แผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 9 รัฐบาลจะเน้นการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและการค้า ซึ่งปัจจุบันบรูไนฯ สามารถสร้างโรงงานผลิต
เมทานอล ขึ้นที่เขตอุตสาหกรรม Sungai Liang นอกจากนี้รัฐบาลพยายามส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติและการลงทุน
ภายในประเทศ ในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน    

- ปัจจุบัน บรูไน ฯ กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลักไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลได้ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมีบทบาทมากขึ้น มีมาตรการเปิดเสรีด้านการค้าและสร้างบรรยากาศ
ที่เอื้ออำนวย
ต่อการลงทุนจากต่างประเทศ  อย่างไรก็ดี การพัฒนายังเป็นไปย่างล่าช้า เนื่องจากอุปสรรคหลายประการ อาทิ
กฎระเบียบที่เคร่งครัดต่าง ๆการห้ามชาวต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการ การขาดช่างฝีมือ ประกอบกับคนบรูไนฯ
ไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบใหม่และระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี 
ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนจากต่างชาติ
 

 สังคม
- บรูไนฯ จัดระเบียบสังคมตามข้อบัญญัติของศาสนามุสลิมและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด               
 
 
              - บรูไนฯ มีระบบรัฐสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพ โดยรัฐให้หลักประกันด้านการศึกษา การเคหะและการรักษาพยาบาล
และไม่มีการเก็บภาษีเงินได้ ทำให้บรูไนฯ ไม่มีปัญหาทางการเมือง อย่างไรก็ดี ปัญหาสังคมที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ได้แก่
การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ปัญหาการว่างงาน (ณ เดือนพฤษภาคม 2550 มีสถิติการว่างงาน 5,814 คน)
ซึ่งรัฐบาลพยายามโน้มน้าวให้ประชาชนทำงานในภาคเอกชนมากขึ้น แทนที่จะรองานราชการเพียงอย่างเดียวเช่นในอดีต                                                                                                   

ต่างประเทศ

 
 
 นโยบายต่างประเทศ
 
 
 - วัตถุประสงค์หลักของนโยบายต่างประเทศบรูไนฯ คือ การส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติ ได้แก่ การรักษาอธิปไตย
อิสรภาพและบูรณภาพแห่งดินแดน การสร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคม และการรักษาเอกลักษณ์ทางการเมือง
วัฒนธรรมและศาสนา รวมทั้งส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง ความมีเสถียรภาพและความรุ่งเรืองในระดับภูมิภาคและระดับโลก             
 
 

- บรูไน ฯ ใช้กลไกพหุภาคีเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง เสริมสร้างความมั่นคงและผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาเซียน (ซึ่งถือเป็นเสาหลักนโยบายต่างประเทศบรูไนฯ) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (APEC )การประชุมเอเชีย-ยุโรป (ASEM) องค์การการประชุมอิสลาม (OIC) และสหประชาชาติ  (UN) สำหรับในระดับทวิภาคี บรูไนฯ พยายามเป็นมิตรกับนานาประเทศเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการป้องกันประเทศ

- การที่ประมุขของประเทศซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลเสด็จ ฯ เยือนประเทศต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองเพื่อสร้างบทบาทของบรูไน ฯ   
ในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้บรูไน ฯ ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

- ในปี 2547 และ 2548 สมเด็จพระราชาธิบดีเสด็จ ฯ เยือนต่างประเทศบ่อยครั้ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ (สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น) ประเทศในตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน
ในอาเซียน
 
 

 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับบรูไนดารุสซาลาม
 
 

 
 
 ความสัมพันธ์ทั่วไป
 
 

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับบรูไน ฯ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2527 (ค.ศ. 1984) เมื่อบรูไนฯ เป็นเอกราชและเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ซึ่งทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะในระดับราชวงศ์ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับราชวงศ์ ผู้นำระดับสูงของรัฐบาล และผู้นำระดับสูงของกองทัพอยู่เสมอ ล่าสุดสมเด็จพระราชาธิบดีฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จมาร่วมพิธีเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 11-14 มิถุนายน 2549 และนายกรัฐมนตรีพลเอก สุรยุทธ์ฯ เยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการหลังจากเข้ารับตำแหน่งตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้นำอาเซียน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 และ นรม. เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดี ครั้งล่าสุดในการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 12 ที่เมืองเซบู เมื่อต้นปี 2550      นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีทัศนคติที่ดีต่อกัน ไม่เคยมีความบาดหมางทางประวัติศาสตร์และมักเป็นพันธมิตรในเรื่องต่าง ๆ ทั้งในกรอบอาเซียนและกรอบสหประชาชาติ                                                                                                           
 
 
 
 
 
ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
 
 
                  ไทยและบรูไนได้จัดตั้งกลไกความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน คือ คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-บรูไน ซึ่งมีการประชุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2546 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้มีการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความ สัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การทหาร การค้า การลงทุน การประมง แรงงาน การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม โดยไทยประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้บรูไนฯ ให้ความสำคัญกับการลงทุนในอุตสาหกรรม อาหารฮาลาลและร่วมมือกันจัดตั้งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2546 มีการจัดตั้งกองทุนร่วม (Matching Fund) “กองทุนไทยทวีทุน” (ระหว่าง Brunei Investment Agency กับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ)
                  สำหรับท่าทีของฝ่ายบรูไนฯ ต่อสถานการณ์การเมืองของไทยนั้น เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2549 เอกอัครราชทูต ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน ได้เข้าพบปลัดกระทรวงฝ่ายการเมือง กระทรวงการต่างประเทศและการค้าของบรูไนฯ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยปลัดกระทรวงฯ กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายในของประเทศไทย และไทยมีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเอง บรูไนฯ มีนโยบายไม่แทรกแซงและเคารพอำนาจอธิปไตย เอกราช และความมั่นคงของรัฐ และยินดีที่ได้ทราบว่าไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง อีกทั้งประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนั้น ยังได้กล่าวย้ำว่า บรูไนฯ มีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าไทยจะสามารถบริหารจัดการให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี
 

 
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้า
 
 
 
การค้ารวมระหว่างไทยกับบรูไน ฯ ในปี 2549 มีมูลค่าการค้ารวม 210.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 0.08 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยไทยขาดดุลการค้ากับบรูไน ฯ 45.3 ล้าน
ดอลลาร์สหรัฐ
 
สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังบรูไนฯ คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป น้ำตาลทราย ปูนซิเมนต์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์เซรามิก เครื่องจักรกล และเครื่องคอมพิวเตอร์
 
สินค้าที่ไทยนำเข้าจากบรูไนฯ คือ น้ำมันดิบ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ธุรกรรมพิเศษ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะ   และผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรก และส่วนประกอบ วัสดุทำจากยางและสิ่งพิมพ์ และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด
 

 

การลงทุน
 
 
 
ภาคเอกชนของไทยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบรูไนฯ 3 ฉบับในปี 2545 ได้แก่
 
- Memorandum of Understanding between the Brunei Investment Agency and the Government Pension Fund of Thailand
- Memorandum of Understanding between the Government of His Majesty the Sultan and Yang di-Pertuan of Brunei    
  Darussalam and Chia Meng Group
- Memorandum of Understanding between the Brunei Investment Agency and the Biz Dimension Co. Ltd. สำหรับบริษัทไทยที่ลงทุน     ในบรูไนฯ คือ บริษัท Brunei Construction ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ไม่มีบริษัทที่เป็นของคนไทยล้วน ๆ ในบรูไนฯ เนื่องจากตามกฎหมายบรูไนฯ การ
  ทำกิจการต่าง ๆ จะต้องมีคนบรูไนฯ เป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย สำหรับธุรกิจไทยในบรูไนฯ ส่วนมากจะเป็นร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านตัดเสื้อ และอู่ซ่อมรถ
 

การท่องเที่ยว
 
 
 
เมื่อปี 2548 มีนักท่องเที่ยวจากบรูไน ฯ เดินทางมาไทยจำนวน 9,499 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2547 (9,345 คน) ร้อยละ 1.65 ทั้งนี้ แม้ว่านักท่องเที่ยวบรูไน ฯ จะเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยจำนวนไม่มากนัก แต่ก็เป็นนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายสูงและมีศักยภาพที่จะเพิ่มจำนวนอีกได้ ทั้งที่เป็นลูกค้าประจำและผู้ที่
 
นิยมสายการบินไทย
 
แรงงาน

 

 
ปัจจุบันมีแรงงานไทยในบรูไน ฯ ประมาณ 8,000 คน (2550) โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ ทำงานในกิจการก่อสร้าง อุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อการส่งออก นอกนั้น ทำงานในภาคธุรกิจบริการ เช่น ห้าง สรรพสินค้า ร้านอาหาร การตกแต่งดูแลสวน ช่างซ่อม และงานในภาคเกษตรกรรม แรงงานไทยส่วนใหญ่ได้รับการยอมรับอย่างดีจากนักธุรกิจในบรูไน ฯ เพราะมีความซื่อสัตย์ อดทน ขยัน หมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบแม้จะด้อยในเรื่องภาษา อย่างไรก็ดียังมีปัญหาอยู่บ้างโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง อาทิ อัตราค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถในการทำงาน และการขาดความรู้และความเข้าใจต่อกฎระเบียบ ข้อบังคับของสัญญาจ้าง
 
 
 
ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม 

 
ด้านวัฒนธรรม
 
 

     ที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับบรูไน ฯ ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2546 เห็นพ้องในการขยายความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรม ในปี 2546 ซึ่งเป็นวาระฉลองครบรอบ 20 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-บรูไน ฯ สถานเอกอัครราชทูต ณ บันดาร์ เสรี เบกาวัน ได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมและการกีฬาบรูไน ฯ จัดกิจกรรม Thailand Festival 2003 โดยมีการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม นำคณะนาฏศิลป์และนักดนตรีมาเปิดการแสดงทางวัฒนธรรมที่บรูไน ฯ
 
 
     ด้านวิชาการ
 
 
     ปัจจุบันไม่มีนักศึกษาไทยศึกษาอยู่ในบรูไนฯ แล้ว ต่างจากในอดีตที่มีนักศึกษามุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับทุนจากรัฐบาลบรูไนฯ ให้มาศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์และการศาสนา เนื่องจากบรูไนฯ พิจารณาเรื่องการให้ทุน การศึกษาเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย อย่างไรก็ดี ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไทยประกาศตัวเป็นประเทศผู้ให้โดยไม่ประสงค์เป็นผู้รับอีกต่อไป เพื่อแสดงความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจตามนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณฯ บรูไนจึงงดทุนทั้งหมดที่เคยให้รัฐบาลไทย อนึ่ง ในปี 2549 ไทยได้ให้ทุนการศึกษาแก่บรูไนฯ จำนวน 1 ทุน ได้แก่ Thai Language Learning among ASEAN Diplomats
 

 
 
               ด้านข้อมูลข่าวสาร
 
 
                ในปี 2544 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยและบรูไนฯ ได้ร่วมลงนามใน บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีด้านสารสนเทศและการกระจายเสียงและภาพระหว่าง ไทย-บรูไนฯ (MoU on Cooperation in the field of Information and Broadcasting) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ ด้านข้อมูลข่าวสารและประชาสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยนรายการวิทยุ โทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีสาระ รอันจะก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการดำเนินโครงการภายใต้ MoU ดังกล่าวแล้ว โดยมีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-บรูไน ฯ (Joint Technical Committee on Information and Broadcasting ) นอกจากนี้ สถานีวิทยุกระจาย เสียงแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุบรูไน ฯ ยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรมการแสดงดนตรีและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่าง เป็นประจำทุกปี โดยครั้งล่าสุดเป็นการจัดงานครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่องาน Alai-Krathong ณ Jerudong Park Amphitheatre เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2550 โดยมีนักร้อง และคณะนักแสดงจากประเทศไทยเดินทางมาบรูไนฯ เพื่อเปิดการแสดงร่วมกับศิลปินชาวบรูไนฯ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากผู้ชมทั้งชาวบรูไนฯ และชาวไทยที่อาศัยอยู่ในบรูไนฯ และในวันที่ 14-18 ตุลาคม 2550 ข้าราชการจากกรมประชาสัมพันธ์จะเดินทางเยือนบรูไนฯตามโครงการแลกเปลี่ยนในกรอบ MoU     
 

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีที่จะทำให้เก่งภาอังกฤษ

วิธีที่จะทำให้เก่งภาษาอังกฤษ
How to Excel in English

(Master Jonathan's tactics)

        A lot of Thai students especially English admirers, would like to know "how to be good at English". According to Joseph Bellafiore, a veteran American linguist, the best way to excel of English is to try to enrich your word power. "The more vocabularies you gain, the better English learner you are," says Bellafiore.
        เด็กนักเรียนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบภาษาอังกฤษล้วนอยากจะทราบ "วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง" กันทั้งนั้น โจเซฟ เบลลาฟิโอเร นักภาษาศาสตร์อเมริกันผู้เชียวชาญ กล่าวไว้ว่า วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งก็คือ จงพยายามเสริมสร้างความรู้ในเรื่องศัพท์ "ยิ่งรู้ศัพท์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผู้เรียนภาษาอังกฤษยิ่งขึ้นเท่านั้น" เบลลาฟิโอเรกล่าว

        
Wide reading of books, newspapers and magazines gives you a great leap forward to increase your command of words. Since you're interested in getting better marks in English exams, landing a good job in the near future and becoming a person who can speak English fluently, you must start now!
To start with, there are six ways to a better vocabulary :

          การอ่านมาก ทั้งหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารจะทำให้เราก้าวไกลมากในการเพิ่มพูนเสริมสร้างการใช้ศัพท์ ในเมื่อเราสนใจอยากได้คะแนนสอบภาษาอังกฤษสูงๆ อยากได้งานดีๆ ในอนาคตอันใกล้ และอยากเป็นคนที่สามารถพูดอังกฤษคล่อง เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้   เริ่มต้นทีเดียว ก็มีอยู่ 6 วิธีด้วยกันในอันที่จะทำให้เก่งศัพท์ยิ่งขึ้น

1. Experience : ประสบการณ์
   
You have to widen your range of experience by firsthand contact with English-speaking people. In a nutshell, you have to try to converse with English speakers-on whatevertopics-whenever you have a chance. Life is the greatest teacher of words and everything else.
     เราควรเสริมสร้างเราควรจะเสริมสร้างประสบการณ์ที่มีอยู่ด้วยการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ คือ พูดง่ายๆ เราควรจะพยายามสนทนากับคนที่พูดภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีโอกาสชีวิตคือครูคำศัพท์และทุกสิ่งทุกอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

2. Reading : การอ่าน
    You must develop your habit of reading English books, newspaper and magazines based on interests, hobby, vocation , etc. Reading is one of the chef tools in broadening your background.
    เราต้องพัฒนานิสัยในการอ่านหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารที่เป็นภาษาอังกฤษบนพื้นฐานของความสนใจ งานอดิเรก อาชีพ เป็นต้น การอ่านถือว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์หลักๆ ที่จะเสริมสร้างภูมิหลังให้แก่เรา
3. Dictionary : พจนานุกรม
     You should get better acquainted with the contents and arrangements of words in the dictionary. The dictionary is a "must" for every English learner.
      เราควรจะทำความคุ้นเคยกับเนื้อหาสาระและการเรียงร้อย คำในพจนานุกรมให้ดียิ่งขึ้น พจนานุกรมนั้น "จำเป็น" สำหรับคนที่เรียนภาษาอังกฤษ
4. Notebook : สมุดบันทึก
      After collecting words, you are to keep a neat record of new words in your
notebook. If possible, you should copy the phrase of sentence to illustrate its actual use. And don't forget to check the meaning of every word or sentence you copy.

      หลังจากรวบรวมคำศัพท์ เราต้องจดบันทึกคำศัพท์ใหม่ๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบในสมุดบันทึกของเราหากเป็นไปได้ให้คัดลอกวลีหรือประโยคที่แสดงถึงวิธีใช้และอย่าลืมตรวจดูความหมายของทุกคำ

5. Word-families or roots : ตระกูลศัพท์หรือรากศัพท์
       You should have to study t groups of words that are related in structure and meaning because of prefixes , roots and suffixes. Latin and Greek parents have given us thousand of words in English.
        เราต้องศึกษาหมวดหมู่ของคำศัพท์ต่างๆ ที่สัมพันธ์กันในโครงสร้างและความหมายอันเนื่องจากคำเติมหน้า (อุปสรรค)  รากศัพท์ และคำต่อท้าย (อาคม) ตระกูลศัพท์ที่มาจากภาษาลาตินและกรีกนั้นได้ให้ศัพท์ในภาษาอังกฤษแก่เรานับพันๆ คำ

6. Word-games : เกมคำศัพท์
        Just for fun , if you can become a crossword puzzle fan and solve other games that appear in newspapers, magazines, quiz books , etc.
          All in all, you have to read , write and speak English as much as you can, in an attempt to excel in English.

          เพื่อความสนุก หากเราสามารถจะเป็นแฟนเกมปริศนาอักษรไขว้ และไขเกมคำศัพท์อื่นๆ ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือเกมปริศนา เป็นต้น
          ทั้งนี้และทั้งนั้น เราจะต้องอ่าน เขียนและพูดภาษาอังกฤษให้ได้มากเท่าที่จะมากได้ ในความพยายามที่จะทำให้เก่งอังกฤษ
วิธีพูดภาษาอังกฤษเหมือนฝรั่ง ในสไตล์ของ แอนดรูว์ บิ๊กส์ 
       กฎง่ายๆ10ข้อ(แถมอีก1ข้อ)สำหรับคนไทย เพื่อให้พูดภาษาอังกฤษได้(เหมือนที่ฝรั่งพูด) 

ทำไมต้องเหมือนที่ฝรั่งพูด 

     ตัวอย่างที่คนไทยพูด เช่นเมื่อครูเข้าไปในห้องเรียน นักเรียนจะลุกขึ้นยืน แล้วพูดว่า"Good morning"    ครูจะตอบว่า"Good morning"

นักเรียนพูดต่อว่า"How are you"   ครูตอบว่า"Fine thanks,And you"
นักเรียนทุกคนตอบว่า "Fine thanks." แล้วนั่งลง

        ทั้งหมดข้งบนนั้น ฝรั่งอย่างแอนดรูว์ บิ๊กส์ บอกว่า
นอกจากเด็กปัญญาอ่อนแล้ว ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษแบบนี้ในโลก ที่สหรัฐอเมริกา ถ้าจะถามว่า"คุณสบายดีไหม" เขาใช้ประโยคนี้"How are you doing?"คนอังกฤษใช้คำว่า"How are you going?"

        ดังนั้น เขาจึงสรุปให้เรารู้ว่า ภาษาอังกฤษที่คุณเรียนจากตำรา ไม่เหมือนภาษาอังกฤษที่คุณเจอในชีวิตจริง แอนดรูว์ บิ๊กส์  ใช้ประสบการณ์ของตัวเอง ตั้งกฎขึ้นมา 10 ข้อ(แถมอีก 1 ข้อ) เพื่อมาแนะนำให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษเหมือนที่ฝรั่งพูด ในกฎแต่ละข้อ มีคำแนะนำ เหตุผลพร้อมตัวอย่างนำมาเล่าได้อย่างสนุกสนาน และหยิกคนไทยได้แสบๆคันๆพอสมควร

กฎ 10 ข้อ(แถมอีก 1 ข้อ) ของแอนดรูว์ บิ๊กส์ มีดังนี้

       
1.RULE NUMBER ONE - FORGET THE RULES(ลืมกฎซะเถอะ)
          
การพูด ไม่ใช่การเขียน ถ้าคุณจดจ่ออยู่กับเรื่องไวยากรณ์มากเกินไป คุณจะลืมเรื่องอื่นไปทันที การพูดคือ การสื่อสาร ดังนั้น กฎข้อแรกคือ ให้ลืมกฎ แล้วพูดไปเลย อ้าว!ถ้าพูดผิดล่ะ ก็ต้องอ่านกฎข้อ 2
        2.RULE NUMBER TWO - MAKE MISTAKES(จงพูดผิด)
           การพูดผิดคือบทเรียนที่เยี่ยมมาก ควรจะทำบ่อย และปล่อยให้เป็นธรรมชาติ เมื่อฝรั่งฟังใครพูดผิด เขามักจะแก้ให้ทันที เหมือนกับคนไทย เมื่อได้ยินฝรั่งพูดภาษาไทยผิด ก็จะบอกคำที่ถูกให้ ถ้าคำที่พูดผิดมันชวนขำ ใครก็ต้องหัวเราะ แต่เชื่อเถอะว่ามันไม่ใช่การหัวเราะเยาะ มันแค่ขำเท่านั้น คุณควรจะหัวเราะตามไป ครั้งต่อไปคุณจะจดจำได้และไม่พูดผิดอีกเลย
        3.RULE NUMBER THREE - DON'T TRANSLATE(ห้ามแปลตรงตัว)
           เมื่อคุณพูดภาษาไทย คุณคิดเป็นภาษาไทย เมื่อคุณพูดอังกฤษ ให้คิดเป็นอังกฤษ แต่ถ้ากลัวว่าทำอย่างนั้นแล้วจะพูดผิด ให้กลับไปอ่านกฎข้อ 2 ในเรื่องนี้ แอนดรูว์ บิ๊กส์ ยกตัวอย่าง 9 อันดับของการใช้ภาษาอังกฤษยอดแย่ของค่ายเทปชื่อดังมาให้ดูด้วย อย่างเช่น BLACK HEAD มันแปลว่า "สิวหัวดำ" น่ะ คุณเคยรู้บ้างไหม
        4.RULE NUMBER FOUR - KEEP IT SIMPLE(ใช้ภาษาแบบง่ายๆ)
          จุดประสงค์การพูดคือ ต้องการสื่อความหมายให้เข้าใจกัน เพราะฉนั้น ต้องใช้ศัพท์ที่อีกฝ่ายเข้าใจได้ง่าย ยิ่งง่ายยิ่งดีครับ
        5.RULE NUMBER FIVE - COULD YOU PLEASE SLOW DOWN?(กรุณาพูดช้าๆหน่อย)
          เป็นเรื่องจริงที่ว่า ฝรั่งบางคนพูดเร็ว บางคนพูดไม่ชัดอีกต่างหาก ปัญหานี้ควรทำอย่างไร ท่องประโยคนี้ให้ขึ้นใจเลยครับ
"Excuse me. Could you please slow down?"
ข้อสังเกตในการออกเสียง โปรดระวัง ถ้าไม่ชัดเจน ฝรั่งจะฟังเป็น Kiss me ถ้าคุณเป็นผู้หญิง แย่เลย
วิธีง่ายๆ ให้นึกถึงตัว X กับตัว Q ก็จะได้ X-Q-SMEE = Excuse me ออกเสียงตอนสุดท้ายเป็น "หมี" และ"ด๋าว"
        6.RULE NUMBER SIX - LELAX(ทำตัวสบายๆ)
           หายใจให้ลึก แล้วนึกว่าตัวเองลอยได้และยิ้ม เมื่อร่างกายของคุณรู้สึกสบาย คุณจะพูดได้คล่อง คิดได้ง่าย
        7.RULE NUMBER SEVEN - LISTEN AND COPY(ฟังแล้วเลียนแบบ)
           เปิดหูให้กว้าง ฟังวิธีที่ฝรั่งออกเสียงคำแต่ละคำ เช่น Island ที่แปลว่า "เกาะ" มีตัว s แต่ฝรั่งไม่ออกเสียง คนไทย 90.5 % ชอบออกเสียง s ในคำนี้ ซึ่งผิด ที่ถูกต้องออกเสียงว่า "ไอ-แลนด์"
         8.RULE NUMBER EIGHT - GUESS(เดา)
           ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจทุกคำที่คุณได้ยินในภาษาอังกฤษ ฟังเพียงคำสำคัญๆในแต่ละประโยค เพื่อจับประเด็นหลักก็พอแล้ว ส่วนที่เหลือมักจะเป็นคำสั้นๆหยุมๆหยิมๆที่ไม่ค่อยมีความหมายมากนัก เราสามารถเดาได้
ถ้าหากจะถามว่า "แล้วเมื่อไรจะเก่งพอที่จะเข้าใจได้ทุกคำเสียที่ล่ะ" คำตอบอยู่ที่กฎข้อต่อไป
        9.RULE NUMBER NINE - GIVE YOURSELF TIME(ต้องให้เวลากับตัวเอง)
           อย่าท้อใจเด็ดขาด อย่าแม้แต่คิด คุณต้องยอมให้ภาษาอังกฤษเข้าไปในชีวิตประจำวันของคุณ และใช้มันทุกวัน ถ้าชอบวิทยุก็ฟังวิทยุ ถ้าชอบดูหนังก็ดูหนังดูทีวี ครั้งแรกอาจเข้าใจไม่เกิน 10 % ต่อไปจะดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกเช้าคุณควรยืนหน้ากระจก ส่องดูหน้าตัวเอง ส่งยิ้มไปพร้อมพูดว่า
"I'm getting better and better at English" วันละ 5 ครั้ง พูดเหมือนว่าคุณเชื่ออย่างนั้นจริงๆ
      10.RULE NUMBER TEN - READ READ READ(อ่าน อ่าน และอ่าน)
          การอ่านเป็นวิธีการที่ดีมากที่จะช่วยให้คุณพูดภาษาอังกฤษได้ดี แต่ต้องเป็นสิ่งที่คุณอยากอ่าน ไม่ใช่ถูกบังคับให้อ่าน ชอบแฟชั่น ชอบกีฬา ชอบทำอาหาร เลือกอ่านในสิ่งที่เราชอบ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ จะมีบางส่วนที่เราชื่นชอบอยู่ด้วยแน่นอน เมื่อคุณอ่าน ไม่ต้องเปิดพจนานุกรมทุกครั้งที่เจอศัพท์ที่ไม่เข้าใจ ให้อ่านทั้งวลี ทั้งประโยค หรือย่อหน้า แล้วลองเดาความหมายดู แต่เมื่อเจอคำศัพท์ยากนั้นบ่อยครั้งขึ้น อนุญาตให้เปิดพจนานุกรมได้
      11.แถมอีกกฎหนึ่ง - FIND A FOREIGN FRIEND(หาเพื่อนฝรั่ง)
          ถ้าคุณมีเพื่อนเป็นฝรั่ง คุณสามารถฝึกหัดภาษาอังกฤษได้ทุกวัน ใช้โทรศัพท์คุยกับเพื่อนฝรั่ง คุณเสียแค่ 3 บาทเท่านั้น และคุณยังจะได้เข้าใจวัฒนธรรมของคนต่างชาติดียิ่งขึ้นอีกด้วย จากการที่มีเพื่อน ที่ไม่ใช่คนชาติเดียวกัน
รวมข้อข้องใจกับความหมายในภาษาอังกฤษ 
             ทำอะไรอย่างรีบร้อน "change horses in midstream"

             สำนวนนี้อุทิศให้ทุกท่านซึ่งมีเจ้านายที่ชอบเปลี่ยนใจบ่อยจนจะเกิดความรู้สึก น่ารำคาญ เช่นที่เริ่มทำโครงการที่นายสั่งมาและก็หมดไปครึ่งหนึ่งปุ๊บ นายก็เปลี่ยนใจอยากจะให้คุณทำอีกทางหนึ่ง ทำให้โครงการนั้นยุ่งๆ ไปหมด นี่คือความหมายของสำนวน to change horses in midstream
             ถ้าจะแปลตรงตัวหมายถึง สลับขี่ม้าตอนอยู่ท่ามกลางแม่น้ำ ทั้งๆ ที่ควรรอข้ามแม่น้ำก่อนที่จะสลับขี่ม้า นึกออกไหมครับ ความหมายคือ ทำอะไรอย่างรีบร้อน อย่างกะทันหัน โดยที่ควรรอจังหวะเวลาที่ดีกว่านี้ บางครั้งให้ความหมายว่า เปลี่ยนใจ  เช่น Sorrayut wanted to shave his head, but he changed horses in midstream. Now he wants to grow a beard. (ทีแรกสรยุทธอยากจะโกนหัวแต่ตอนนี้เปลี่ยนใจโดยสิ้นเชิง เขาอยากไว้เคราแทน)
 
             ใจเย็นๆ Take it easy หรือ Please excuse me?
 
             ถ้าเพื่อนกำลังอารมณ์เสีย/โกรธ อะไรบางอย่าง เราจะช่วยปลอบใจเขาให้เขาใจเย็นๆ ได้อย่างไรบ้าง ต้องไม่พูดอะไรเลยดีกว่า เพราะเวลาโกรธจัด ไม่มีคำพูดใดๆ สามารถช่วยทำให้ลดความโกรธนั้น (นอกจาก "Oh! Good news! You just won the lottery!") ควรหลบจนกว่าเขาจะหายโกรธดีกว่า ไม่ควรพูดกับคนกำลังโมโหว่า Take it easy. หรือ Dont be serious. นี่คือคำพูดคำสุดท้ายที่เราอยากจะฟังตอนที่เราหัวเสีย

            Take it easy หมายถึงใจเย็นๆ ส่วน   Dont be serious. ไม่มีความหมายในภาษาอังกฤษ เป็นการใช้คำว่า serious อย่างไม่ถูกต้อง 
สรุป   ควรใช้คำพูดว่า Please excuse me. (ฉันขอตัวก่อน) และค่อยๆ กลับมาเมื่อเขาเข้าสู่สภาพปกติอีกครั้ง

            I know. กับ I do know.

            คำว่า do มีสารพัดประโยชน์ในภาษาอังกฤษ คำว่า do ถูกใช้ในประโยคบอกเล่า เพื่อให้คำถามมีน้ำหนักมากขึ้น  ส่วนความหมาย I know แปลว่า
ผมรู้ I do know แปลว่า ผมรู้ เหมือนกัน แต่ I do know แสดงว่าผู้พูดมั่นใจว่าเขาทราบดี  เช่น You're supposed to start work at 9 am.
(คุณต้องเริ่มทำงานเวลา 9 นาฬิกา) I do know that. (ก็รู้แล้วล่ะ)So why are you late then? (งั้นทำไมคุณมาสาย)
             ในตัวอย่างนี้สามารถตอบว่า I know that. โดยไม่เสียความหมาย แต่การใช้ do ทำให้คำตอบนี้มีน้ำหนักในสิ่งที่คุณพูดแรงขึ้น หรือกวนๆ ขึ้น 

            ฝนตกปรอยๆ  to rain lightly หรือ to shower 

             ฝนตกปรอยๆ นั้นภาษาอังกฤษใช้ to rain lightly หรือ to shower ซึ่ง showerใช้ในรูปคำนาม หรือกริยาก็ตาม เช่น It showered briefly
the day Kanok got married.(ฝนตกปรอยๆ วันที่กนกสมรส)
             อาจใช้สำนวน to rain in dribs and drabs ซึ่งหมายถึง ฝนตกบ้าง ไม่ตกบ้าง ตกๆ หยุดๆ คงจะตรงกับคำไทยว่า ฝนตกประปราย
  It rained in dribs and drabs the day Kanok got married.(ความหมายเดิม)
            กรณีฝนตกหนัก  คือตกแบบไม่ลืมหัวลืมตานั้นคือ to rain cats dogs   เช่น It rained cats and dogs the day Sorrayut went to
 Bang Saen.(ฝนตกหนักวันที่สรยุทธไปเที่ยวบางแสน)

            งอน" และคำว่า "ง้อ"
            คำว่า "งอน" กับ "ง้อ" อยู่ในกลุ่มคำภาษาไทยที่แปลยากมาก (คำอื่นๆ ในกลุ่มคำนี้มีรวมถึง เกรงใจ กับ หมั่นไส้) 
 
            คำว่า petulant หมายถึง "งอน" ใช้ได้ อย่างน้อยได้ถ่ายทอดอารมณ์งอนอย่างดี 
            คำว่า "ง้อ" grovel เป็นคำที่รุนแรงเกินไป ถ้าเปรียบเทียบกับ "ง้อ" 
           to grovel ให้ความหมายว่า "เลียแข้งเลียขา" หรือ"หมอบคลานให้" ใครบางคนเพื่อที่จะได้อะไรบางอย่าง ความหมายนี้ไม่ตรงกับ "ง้อ" 
          
         
want กับ would like
 
          want กับ would like ทั้งสองคำนี้แปลว่า ต้องการ ต่างกันที่ว่า would like ฟังแล้วสุภาพกว่า เหมาะกว่า เช่น What would you like to drink ? (คุณจะรับเครื่องดื่มอะไรดี) ซึ่งฟังดีกว่า What do you want to drink ? ในรูปคำถามแล้ว Would you like …? กับ Do you want …? ความหมายคือ คุณต้องการ อะไรบางอย่างไหม  แต่ Would you like เหมาะสำหรับการชักชวน เช่น... Would you like to come home with me ? (คุณอยากจะกลับบ้านกับผมไหม)
          สรุปคือ would like กับ want เหมือนกับคำว่า "ต้องการ" กับ "เอา" ในภาษาไทย
          R.I.P.

          R.I.P. สามตัวอักษรนี้มักจะเจอในหินบนหลุมฝังศพ เป็นภาษาเขียนไม่ใช่ภาษาพูด ย่อมาจาก Rest In Peace เป็นสำนวนหมายถึง ขอให้หลับสบาย
อย่าใช้กับคนที่ยังไม่ได้สิ้นชีวิตนะครับ R.I.P.ใช้กับศพอย่างเดียว ไม่ใช่กับมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่
         get on, get off

        คำว่าขึ้นรถกับลงรถ และขึ้นเรือกับลงเรือ และขึ้นเครื่องบินกับลงเครื่องบินต่างกันหรือเหมือนกัน get on คือขึ้น, get off คือลง ใช้กับ รถเมล์ รถไฟ เรือ เครื่องบิน จักรยาน อะไรก็ได้ที่ไม่เป็นรถเก๋งโดยมีข้อแม้ดังนี้

  -สำหรับ รถเก๋งรวมถึงรถแท็กซี่กับรถตุ๊กตุ๊ก ให้ใช้ get into กับ get out of ในความหมายว่า ขึ้นรถ ลงรถ
  -คำว่า board เมื่อถูกใช้เป็น กริยา หมายความว่า ขึ้นรถโดยสาร เช่น board a bus, board a train, board a plane
  -คำว่า alight เมื่อเป็น กริยามีความหมายว่า ลง ใช้กับทุกอย่าง ยกเว้นเรือ ครับ
  -สำหรับการ ลงจากเรือ เรามีคำว่า disembark ค่อนข้างเป็นภาษาทางการ
  -คุณสามารถใช้คำว่า take หรือ catch ในความหมายว่า ขึ้น หรือใช้บริการรถโดยสาร ทุกประเภท  เช่น take a train, catch a bus, take a plane,catch a tuk-tuk, take a taxi
  
       แล to take somebody under (one's) wing
      "He was the person who took me under his wing when I came here." เขาเป็นคนที่ดูแลฉันูเมื่อฉันมาที่นี่ครั้งแรก 

สำนวน to take somebody under (one's) wing หมายความว่า ดูแลหรือ take care ใครบางคน สำนวนทำให้เราคิดว่าตัวเองเป็นนกและเราใช้ปีกของเรามาคลุมนกตัวเล็ก ไม่ให้พบกับภัยอะไรเลย  เช่น...I was scared when I first met Sorrayut but he took me under his wing and now I'm nearly as talented as he is. (ผมกลัวตอนพบคุณสรยุทธเป็นครั้งแรกแต่เขาก็ดูแลสั่งสอนผมอย่างดีจนกระทั่งวันนี้ ผมเกือบจะเก่งพอๆ กับเขา)If you hadn't taken me under your wing, I would be on the streets by now.(ถ้าคุณไม่ได้มาดูแลผม ผมก็คงเป็นคนเร่ร่อนในปัจจุบันนี้)
       on time กับ in time

        on time หมายถึง ตรงเวลา in time แปลว่า ภายในเวลาที่กำหนดไว้  Sorrayut is never on time. (สรยุทธไม่เคยตรงเวลา)

        in time ความหมายคล้ายๆ กันเพียงแต่ว่าอาจจะเพิ่มความหมายตรงที่ว่า ไม่ใช่ ใช่ว่า เขาจะมาตรงเวลาใดเวลาหนึ่ง อาจจะมาก่อนเวลาก็ได้ แต่ที่แน่คือเขาจะไม่มาสาย เช่น Dont worry. Hell arrive in time. (ไม่ต้องกังวล เขาจะมาถึงภายในเวลาที่เรากำหนดไว้)
 
        in time มีอีกความหมายหนึ่งคือ ในที่สุด หรือ ถ้าจะให้เวลาอีก
เช่น Hes not very good now. But in time, hell be okay. (ตอนนี้เขาไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าจะให้เวลาอีกเขาก็ต้องดีขึ้น) In time, you will be excellent at English. (ในที่สุดคุณจะเก่งมากกับภาษาอังกฤษ)
       a man of one word..

       สำนวน a man of ones word หรือ a man of his word ้ ความหมายคือ คนนั้นซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ ทำตามที่เขาสัญญา คำว่า word ที่นี่หมายถึง สัญญา หรือสิ่งที่คุณได้ให้สัญญาเอาไวเช่น..I give you my word; I have never taken drugs. (ผมสาบานว่าไม่เคยเสพยาเสพติด) จากความหมายนี้จึงได้ a man of his word หรือว่า ผู้ชายที่ทำตามสัญญา เช่น.Sorrayuts a man of his word. He said hed run naked down Silom Road if Manchester United beat Liverpool. (สรยุทธทำตามที่เขาสัญญาไว้ เขาเคยสาบานว่าจะแก้ผ้าวิ่งตามถนนสีลมถ้า แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ ลิเวอร์พูล)
 
        ตัวอย่างนี้เราสันนิษฐานว่าสรยุทธได้วิ่งแก้บนเรียบร้อยแล้วที่น่าสังเกตคือมีแต่ man of his word ไม่เคยได้ยินใครพูดถึง a woman of her word 

       Pass away, dead, die  

       to die แปลว่า ตาย , to pass away แปลว่า ตายเหมือนกัน แต่ to pass away เป็นภาษาทางการมากกว่า die เช่น My grandmother died last night. (เมื่อคืนคุณยายของผมตาย)   My grandmother passed away last night. (เมื่อคืนคุณยายของผมเสียชีวิต)  ทั้ง 2 ประโยคให้ความหมายเดียวกัน แต่ pass away ฟังแล้วนิ่มกว่า บางคนใช้ to pass on ซึ่งมีความหมายเดียวกับ pass away เช่น.Most World War II survivors have passed on now.(ผู้รอดชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนใหญ่ก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว)
 
        dead เป็น adjective ใช้อธิบายอะไรที่เสียชีวิตแล้ว เช่น My pet rabbit is dead. (กระต่ายที่ผมเลี้ยงตาย) จะเห็นว่า dead ใช้เพื่ออธิบายสภาพของสิ่งนั้นคือ ตายไปแล้ว แต่ died ใช้เมื่อพูดถึงจุดใด จุดหนึ่งของเวลา ซึ่งสิ่งนั้นได้แปรสภาพจากสิ่งที่เป็น ไปยังสิ่งที่ไม่เป็นแล้ว
 
       Say 'em loud, say'em clear

       Say em loud กับ say em clear. คำว่า em นี้เป็นภาษาพูด ย่อมาจาก them แต่ถูกย่อลง เนื่องจากว่าพูดเร็วแถมไม่ใส่ใจเรื่องการออกเสียงอย่างถูกต้อง คำว่า them ในสถานการณ์นี้ มีความหมายว่า คำพูด ประโยค Say em loud จึงให้ความหมายว่า พูดดังๆ และ Say em clear หมายถึง ให้พูดชัดๆ

      up to กับ no good

      to be up to หมายถึง ทำ อะไรบางอย่าง เช่นในคำถามนิยมว่า What are you up to? (ทำอะไรอยู่)  การใช้ up to อย่างนี้ให้ความหมายเป็นนัยว่า สิ่งที่กระทำอยู่นั้นอาจเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่ถูก อาทิ คุณพ่อคุณแม่ใช้ What are you up to? กับลูกเวลาเขาเมื่อสงสัยว่าลูกกำลังแอบทำอะไรที่ไม่ดี หรือซน จากความหมายนี้เราสามารถเดาความหมายของ to be up to no good ซึ่งหมายถึง ทำอะไรที่ไม่ดี
 
       ดังนั้น I knew by the look on his face he was up to no good. ให้ความหมายว่า ผมรู้จากการแสดงออกทางใบหน้าว่าเขาทำอะไรไม่ดี
 
      envy กับ jealous.

       envy กับ jealous ไม่เหมือนกันคือ jealous แรงกว่า envy เพราะ envy เป็นทั้งนามและกริยา ในตัวอย่างที่เป็นกริยา I envy you หมายถึง ผมอิจฉาคุณ แต่ผมยังชอบคุณไม่ถึงเกลียด เช่น..I envy Sorrayut. Hes tall, handsome and he has a beautiful girlfriend.(ผมอิจฉาคุณ สรยุทธ เขาตัวสูง รูปหล่อ และยังมีแฟนสวยงาม...)แต่ jealous นำมาใช้เป็นกริยาไม่ได้ จะใช้ I jealous you. ไม่ได้ ต้องเป็น I am jealous of you. เพราะว่า jealous เป็น adjective ครับ คำนามคือ jealousy
 
       สรุปว่า envy = verb + noun = อิจฉา envious = adjective = ซึ่งอิจฉา  jealous = adjective = ซึ่งอิจฉา jealousy = ความอิจฉาริษยา

ขันตอนการแกะสลัก

ขั้นตอนการแกะสลักแคนตาลูปลายกุหลาบ

1. ตั้งมีดตรง วาดวงกลมเป็นเกสร                                       
2. เอียงมีดเล็กน้อย เซาะร่องด้านในโดยรอบ   
3. ใช้ปลายมีดแกะกลีบโค้งลงบนขอบวงกลม ซ้อน 5 กลีบ      
4. แกะกลีบซ้อนสับหว่างจนหมดเนื้อด้านใน 
5. แกะกลีบด้านนอกซ้อนสับหว่างกลีบด้านใน  
6. ใช้ปลายมีดแกะวงกลมดอกที่ 2 ซ้อนใต้ดอกแรก
7. ใช้ปลายมีดแกะกลีบโค้งลงบนขอบวงกลม 5 กลีบ แกะกลีบซ้อนสับหว่างจนหมดเนื้อด้านใน
8. แกะดอกที่ 3 สับหว่างดอกแรกกับดอกที่ 2 และแกะดอกที่ 4 สับหว่างระหว่างดอกแรกกับดอก 4
9. แกะใบใต้ดอกโดยรอบ และกรีดเซาะฐานหยักเป็นฟันปลา
                                                                                                               

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

ประวัติตะกร้อ

 ตะกร้อ เป็นการละเล่นของไทยมาแต่โบราณ แต่ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด แต่คาดว่าราว ๆ ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศอื่นที่ใกล้เคียงก็มีการเล่นตะกร้อ คนเล่นไม่จำกัดจำนวน เล่นเป็นหมู่หรือเดี่ยวก็ได้ ตามลานที่กว้างพอสมควร ตะกร้อที่ใช้เดิมใช่หวายถักเป็นลูกตะกร้อ ปัจจุบัน นิยมใช้ลูกตะกร้อพลาสติก
        การเตะตะกร้อเป็นการเล่นที่ผู้เล่นได้ออกกำลังกายทุกสัดส่วน ฝึกความว่องไว ความสังเกต มีไหวพริบ ทำให้มีบุคลิกภาพดี มีความสง่างาม และการเล่นตะกร้อนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่ง

[แก้ไข] ประวัติตะกร้อ

        ในการค้นคว้าหาหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดการกีฬาตะกร้อในอดีตนั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้อย่างชัดเจนว่ากีฬาตะกร้อนั้นกำเนิดจากที่ใด จากการสันนิษฐานคงจะได้หลายเหตุผลดังนี้
  • ประเทศพม่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 พม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้น ก็เลยเล่นกีฬาตะกร้อกัน ซึ่งทางพม่าเรียกว่า "ชิงลง"
  • ทางมาเลเซียก็ประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศมาลายูเดิมเรียกว่า ซีปักรากา (Sepak Raga) คำว่า Raga หมายถึง ตะกร้า
  • ทางฟิลิปปินส์ ก็นิยมเล่นกันมานานแล้วแต่เรียกว่า Sipak
  • ทางประเทศจีนก็มีกีฬาที่คล้ายกีฬาตะกร้อแต่เป็นการเตะตะกร้อชนิดที่เป็นลูกหนังปักขนไก่ ซึ่งจะศึกษาจากภาพเขียนและพงศาวดารจีน ชาวจีนกวางตุ้งที่เดินทางไปตั้งรกรากในอเมริกาได้นำการเล่นตะกร้อขนไก่นี้ไปเผยแพร่ แต่เรียกว่าเตกโก (Tek K'au) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกขนไก่
  • ประเทศเกาหลี ก็มีลักษณะคล้ายกับของจีน แต่ลักษณะของลูกตะกร้อแตกต่างไป คือใช้ดินเหนียวห่อด้วยผ้าสำลีเอาหางไก่ฟ้าปัก
  • ประกาศไทยก็นิยมเล่นกีฬาตะกร้อมายาวนาน และประยุกต์จนเข้ากับประเพณีของชนชาติไทยอย่างกลมกลืนและสวยงามทั้งด้านทักษะและความคิด

[แก้ไข] ประวัติตะกร้อในประเทศไทย

        ในสมัยโบราณนั้นประเทศไทยเรามีกฎหมายและวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิด โดยการนำเอานักโทษใส่ลงไปในสิ่งกลมๆที่สานด้วยหวายให้ช้างเตะ แต่สิ่งที่ช่วยสนับสนุนประวัติของตะกร้อได้ดี คือ ในพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ 2 ในเรื่องมีบางตอนที่กล่าวถึงการเล่นตะกร้อ และที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ก็มีภาพการเล่นตะกร้อแสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้
ภาพ:Takrawจจต.gif

        โดยภูมิศาสตร์ของไทยเองก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เราได้ทราบประวัติของตะกร้อ คือประเทศของเราอุดมไปด้วยไม้ไผ่ หวายคนไทยนิยมนำเอาหวายมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการละเล่นพื้นบ้านด้วย อีกทั้งประเภทของกีฬาตะกร้อในประเทศไทยก็มีหลายประเภท เช่น ตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อชิงธงและการแสดงตะกร้อพลิกแพลงต่างๆ ซึ่งการเล่นตะกร้อของประเทศอื่นๆนั้นมีการเล่นไม่หลายแบบหลายวิธีเช่นของไทยเรา
ภาพ: Takraw3.jpg

        การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาตามลำดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการทำจากสมัยแรกเป็นผ้า, หนังสัตว์, หวาย, จนถึงประเภทสังเคราะห์ (พลาสติก)

[แก้ไข] การเล่นตะกร้อ

การเล่นตะกร้อสามารถเล่นได้หลายแบบ ดังนี้
        การเล่นเป็นทีม ผู้เล่นจะล้อมเป็นวง ผู้เริ่มต้นจะใช้เท้าเตะลูกตะกร้อไปให้อีกผู้หนึ่งรับ ผู้รับจะต้องมีความว่องไวในการใช้เท้ารับและเตะส่งไปยังอีกผู้หนึ่ง จึงเรียกวิธีเล่นนี้ว่า "เตะตะกร้อ" ความสนุกอยู่ที่การหลอกล่อที่จะเตะไปยังผู้ใด ถ้าผู้เตะทั้งวงมีความสามารถเสมอกัน จะโยนและรับไม่ให้ตะกร้อถึงพื้นได้เป็นเวลานานมาก กล่าวกันว่าทั้งวันหรือทั้งคืนก็ยังมี แต่ผู้เล่นยังไม่ชำนาญก็โยนรับได้ไม่กี่ครั้ง ลูกตะกร้อก็ตกถึงพื้น
ภาพ:Takraw2.jpg
ตะกร้อลอดห่วง

        การติดตะกร้อ(เล่นเดี่ยว) การเล่นตะกร้อที่มีชื่อเสียงมากของไทยคือ การติดตะกร้อ เป็นศิลปะการเล่นตะกร้อ คือ เตะตะกร้อให้ไปติดอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และต้องถ่วงน้ำหนักให้อยู่นาน แล้วใช้อวัยวะส่วนนั้นส่งไปยังส่วนอื่น โดยไม่ให้ตกถึงพื้น เช่น การติดตะกร้อที่หลังมือ ข้อศอก หน้าผาก จมูก เป็นต้น นับว่าเป็นศิลปที่น่าชม ผู้เล่นต้องฝึกฝนอย่างมาก
        ตะกร้อติดบ่วง การเตะตะกร้อติดบ่วง ใช้บ่วงกลมๆแขวนไว้ให้สูงสุด แต่ผู้เล่นจะสามารถเตะให้ลอดบ่วงไปยังผู้อื่นได้ กล่าวกันว่าบ่วงที่เล่นเคยสูงสุดถึง 7 เมตร และยิ่งเข้าบ่วงจำนวนมากเท่าไรยิ่งแสดงถึงความสามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- วิกิพีเดีย
- เว็บไซต์สยามกีฬา
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ประวัติฟุตบอล