| บรูไนดารุสซาลาม Brunei Darussalam | |||||
ชื่อทางการ
เนการาบรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam
แปลว่า ดินแดนแห่งความสงบสุข)
ที่ตั้ง
ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนียว ทิศตะวันออก
ตะวันตกและทิศใต้ติดเขตซาราวัก ประเทศมาเลเซีย
โดยพื้นที่ร้อยละ 70 เป็นป่าไม้
พื้นที่
5,765 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น 4 เขต คือ
Brunei-Muara, Belait, Temburong และ Tutong
เมืองหลวง
บันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan) อยู่ในเขต
Brunei-Muara
ประชากร
374,577
คน (2550) เชื้อชาติมาเลย์ 250,967 คน (67%) จีน 56,187 คน (15%) และอื่น 67,424 คน
(18%)
อัตราการเพิ่มประชากรปีละ 3.5 %
(2550)
ภูมิอากาศ
ร้อนชื้น
มีฝนตกชุกตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ย 23-32 องศาเซลเซียส
ฝนตกหนักสุดช่วงเดือนกันยายนถึงมกราคม
และพฤษภาคมถึงกรกฎาคม
อากาศเย็นสบายที่สุดจะอยู่ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน
ภาษา
ภาษามาเลย์ (Bahasa Melayu) เป็นภาษาราชการ
ภาษาอังกฤษและภาษาจีนเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารแพร่หลาย
ศาสนา
ศาสนาประจำชาติ คือ ศาสนาอิสลาม (67%) ศาสนาอื่น ๆ
ได้แก่ ศาสนาพุทธ (13%) ศาสนาคริสต์ (10%)
และฮินดู
หน่วยเงินตราดอลลาร์บรูไน (Brunei
Dollar) ประมาณ 1.37 ดอลลาร์บรูไน/1 ดอลลาร์สหรัฐ (1)หรือ
ประมาณ
23.98
บาท/ 1
ดอลลาร์บรูไน (2) (บรูไนมีความตกลงแลกเปลี่ยนเงินกับสิงคโปร์ทำให้เงินดอลลาร์บรูไนมีมูลค่า
เท่ากับเงินดอลลาร์สิงคโปร์และสามารถใช้แทนกันได้
แต่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลลาร์สิงคโปร์ ประมาณ
23.95บาท/
1 ดอลลาร์สิงคโปร์)
GDP
GDP
*18,918 ล้านดอลลาร์บรูไน (2549)
GDP per
capita 49,400 ดอลลาร์บรูไน (2549)
GDP
Growthร้อยละ 3.8
ระบอบการปกครอง
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี
ฮัสซานัลโบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์
(His
Majesty Sultan HajiHassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddaulah) ทรงเป็นสมเด็จพระราชาฯ
องค์ที่
29 ทรงเป็นองค์พระประมุขของประเทศตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2510 ซึ่งในปีนี้ (2551)
เป็นวาระเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ
62 ปี
ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ
วันสำคัญ
วันประกาศอิสรภาพ 1 มกราคม
พ.ศ.2527
วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระราชาธิบดีฯ 15
กรกฎาคม
- รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 1 มกราคม 2527 กำหนดให้สมเด็จพระราชาธิบดีทรงเป็นอธิปัตย์ คือ เป็นทั้งประมุขและนายกรัฐมนตรี สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันยังทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการคลังอีกด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นชาวบรูไนฯ เชื้อสายมาเลย์โดยกำเนิดและจะต้องนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ - ปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงพรรคเดียวคือ พรรค Parti Perpaduan Kebangsaan Brunei (PPKB) ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลแต่ไม่มีบทบาทนัก โดยรัฐบาลบรูไน ฯ เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีพรรคการเมือง เนื่องจากประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็น หรือขอความช่วยเหลือจากข้าราชการของสมเด็จพระราชาธิบดีได้อยู่แล้ว
- ในปี 2547
มีการเคลื่อนไหวที่สำคัญเมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีฯ
ทรงประกาศให้ฟื้นฟูสภานิติบัญญัติขึ้นอีกครั้ง
นำไปสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างประชาธิปไตยของบรูไนฯซึ่งพัฒนาการดังกล่าว ได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ นักวิชาการ รวมทั้งพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ - ในปี 2548 สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงประกาศปรับคณะรัฐมนตรีครั้งสำคัญในรอบ 22 ปี โดยทรงแต่งตั้งมกุฎราชกุมารอัล มูห์ทาดี บิลลาห์ ให้ทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโสประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวทางการสืบทอดอำนาจ ในการบริหารประเทศในอนาคต นอกจากนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีโดยได้เปิดโอกาสให้นักธุรกิจที่มีความชำนาญและ ผู้ที่ไม่ได้เป็นมุสลิม เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่าสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงให้ความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจ ภาคพลังงาน รวมทั้งการพัฒนาประเทศให้เป็นมุสลิมสายกลางมากขึ้น เพื่อให้บรูไน ฯ มีความเจริญทัดเทียมนานาประเทศ - ปัจจุบันรัฐบาลของประเทศบรูไนประกอบได้ด้วย 12 กระทรวง คือ - สำนักนายกรัฐมนตรี
- กระทรวงกลาโหม
- กระทรวงการคลัง
- กระทรวงการต่างประเทศ
- กระทรวงมหาดไทย
- กระทรวงศึกษาธิการ
- กระทรวงอุตสาหกรรม
- กระทรวงศาสนา
- กระทรวงการพัฒนา
- กระทรวงวัฒนธรรม
เยาวชนและกีฬา
- กระทรวงสาธารณสุข
- กระทรวงคมนาคม
เศรษฐกิจ - บรูไน ฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสามในภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย และเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ LNG อันดับสี่ของโลก จึงมีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นมูลค่ากว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดโดยส่งออกไปยังญี่ปุ่น อออสเตรเลีย จีน อินเดีย สิงคโปร์ ไทย และเกาหลีใต้ ในขณะเดียวกัน บรูไนฯ นำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และเครื่องจักรอุตสาหกรรม รถยนต์ เครื่องมือ เครื่องใช้ไฟฟ้าจากสิงคโปร์ อังกฤษ มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา - นอกเหนือจากอุตสาหกรรมน้ำมัน บรูไนฯ ยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก อาทิ อุตสาหกรรมฮาลาล โดยรัฐบาลได้เปิดตัวโครงการ Brunei Premium Halal Brand ขึ้น ภายใต้ความร่วมมือกับภาคเอกชนออสเตรเลีย เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและ อาหารฮาลาลบรูไนฯ สู่ตลาดสากล นอกจากนี้ ยังส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ โดยมีจุดขายอยู่ที่การเป็นประเทศ ที่มีความสงบและปลอดภัย และมีนโยบายจะพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าและท่องเที่ยว (Service Hub for Trade and Tourism – SHuTT 2003 Vision) และการรักษาพยาบาล - แผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 9 รัฐบาลจะเน้นการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและการค้า ซึ่งปัจจุบันบรูไนฯ สามารถสร้างโรงงานผลิต เมทานอล ขึ้นที่เขตอุตสาหกรรม Sungai Liang นอกจากนี้รัฐบาลพยายามส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติและการลงทุน ภายในประเทศ ในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน - ปัจจุบัน บรูไน ฯ กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลักไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลได้ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมีบทบาทมากขึ้น มีมาตรการเปิดเสรีด้านการค้าและสร้างบรรยากาศ ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนจากต่างประเทศ อย่างไรก็ดี การพัฒนายังเป็นไปย่างล่าช้า เนื่องจากอุปสรรคหลายประการ อาทิ กฎระเบียบที่เคร่งครัดต่าง ๆการห้ามชาวต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการ การขาดช่างฝีมือ ประกอบกับคนบรูไนฯ ไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบใหม่และระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนจากต่างชาติ
-
บรูไนฯ
จัดระเบียบสังคมตามข้อบัญญัติของศาสนามุสลิมและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
- บรูไนฯ มีระบบรัฐสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพ โดยรัฐให้หลักประกันด้านการศึกษา
การเคหะและการรักษาพยาบาล
และไม่มีการเก็บภาษีเงินได้ ทำให้บรูไนฯ
ไม่มีปัญหาทางการเมือง อย่างไรก็ดี ปัญหาสังคมที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ได้แก่
การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ปัญหาการว่างงาน (ณ
เดือนพฤษภาคม 2550 มีสถิติการว่างงาน 5,814 คน)
ซึ่งรัฐบาลพยายามโน้มน้าวให้ประชาชนทำงานในภาคเอกชนมากขึ้น
แทนที่จะรองานราชการเพียงอย่างเดียวเช่นในอดีต
นโยบายต่างประเทศ
-
วัตถุประสงค์หลักของนโยบายต่างประเทศบรูไนฯ คือ การส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติ
ได้แก่ การรักษาอธิปไตย
อิสรภาพและบูรณภาพแห่งดินแดน การสร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคม และการรักษาเอกลักษณ์ทางการเมือง วัฒนธรรมและศาสนา รวมทั้งส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง ความมีเสถียรภาพและความรุ่งเรืองในระดับภูมิภาคและระดับโลก - บรูไน ฯ ใช้กลไกพหุภาคีเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง เสริมสร้างความมั่นคงและผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาเซียน (ซึ่งถือเป็นเสาหลักนโยบายต่างประเทศบรูไนฯ) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (APEC )การประชุมเอเชีย-ยุโรป (ASEM) องค์การการประชุมอิสลาม (OIC) และสหประชาชาติ (UN) สำหรับในระดับทวิภาคี บรูไนฯ พยายามเป็นมิตรกับนานาประเทศเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการป้องกันประเทศ - การที่ประมุขของประเทศซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลเสด็จ ฯ เยือนประเทศต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองเพื่อสร้างบทบาทของบรูไน ฯ ในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้บรูไน ฯ ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ในปี 2547 และ 2548 สมเด็จพระราชาธิบดีเสด็จ ฯ เยือนต่างประเทศบ่อยครั้ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ (สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น) ประเทศในตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ในอาเซียน
ความสัมพันธ์ทั่วไป
ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับบรูไน ฯ เมื่อวันที่ 1
มกราคม 2527 (ค.ศ. 1984) เมื่อบรูไนฯ เป็นเอกราชและเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน
ซึ่งทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะในระดับราชวงศ์
มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับราชวงศ์ ผู้นำระดับสูงของรัฐบาล
และผู้นำระดับสูงของกองทัพอยู่เสมอ ล่าสุดสมเด็จพระราชาธิบดีฯ
และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จมาร่วมพิธีเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60
ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 11-14 มิถุนายน 2549
และนายกรัฐมนตรีพลเอก สุรยุทธ์ฯ เยือนบรูไนฯ
อย่างเป็นทางการหลังจากเข้ารับตำแหน่งตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้นำอาเซียน
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549
และ นรม. เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดี ครั้งล่าสุดในการประชุมผู้นำอาเซียน
ครั้งที่ 12 ที่เมืองเซบู เมื่อต้นปี 2550 นอกจากนี้
ทั้งสองประเทศยังมีทัศนคติที่ดีต่อกัน
ไม่เคยมีความบาดหมางทางประวัติศาสตร์และมักเป็นพันธมิตรในเรื่องต่าง ๆ
ทั้งในกรอบอาเซียนและกรอบสหประชาชาติ
ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ไทยและบรูไนได้จัดตั้งกลไกความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน คือ
คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-บรูไน ซึ่งมีการประชุมครั้งที่ 1
เมื่อวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2546 ที่กรุงเทพฯ
ซึ่งได้มีการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความ
สัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การทหาร การค้า
การลงทุน การประมง แรงงาน การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม โดยไทยประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้บรูไนฯ
ให้ความสำคัญกับการลงทุนในอุตสาหกรรม อาหารฮาลาลและร่วมมือกันจัดตั้งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยขึ้นเมื่อวันที่ 3
กันยายน 2546 มีการจัดตั้งกองทุนร่วม (Matching Fund) “กองทุนไทยทวีทุน” (ระหว่าง
Brunei Investment Agency กับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ)
สำหรับท่าทีของฝ่ายบรูไนฯ ต่อสถานการณ์การเมืองของไทยนั้น เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2549 เอกอัครราชทูต ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน ได้เข้าพบปลัดกระทรวงฝ่ายการเมือง กระทรวงการต่างประเทศและการค้าของบรูไนฯ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยปลัดกระทรวงฯ กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายในของประเทศไทย และไทยมีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเอง บรูไนฯ มีนโยบายไม่แทรกแซงและเคารพอำนาจอธิปไตย เอกราช และความมั่นคงของรัฐ และยินดีที่ได้ทราบว่าไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง อีกทั้งประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนั้น ยังได้กล่าวย้ำว่า บรูไนฯ มีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าไทยจะสามารถบริหารจัดการให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้า
การค้ารวมระหว่างไทยกับบรูไน ฯ ในปี 2549
มีมูลค่าการค้ารวม 210.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 0.08
ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยไทยขาดดุลการค้ากับบรูไน ฯ 45.3
ล้าน
ดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังบรูไนฯ คือ รถยนต์
อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป
น้ำตาลทราย ปูนซิเมนต์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์เซรามิก เครื่องจักรกล
และเครื่องคอมพิวเตอร์
สินค้าที่ไทยนำเข้าจากบรูไนฯ คือ น้ำมันดิบ
สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ธุรกรรมพิเศษ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะ และผลิตภัณฑ์
เครื่องจักรก และส่วนประกอบ
วัสดุทำจากยางและสิ่งพิมพ์ และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด
การลงทุน
ภาคเอกชนของไทยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบรูไนฯ
3 ฉบับในปี 2545 ได้แก่
- Memorandum of Understanding between the Brunei
Investment Agency and the Government Pension Fund of
Thailand
- Memorandum of Understanding between the Government of
His Majesty the Sultan and Yang di-Pertuan of Brunei
Darussalam and Chia Meng Group
- Memorandum of Understanding between the Brunei
Investment Agency and the Biz Dimension Co. Ltd. สำหรับบริษัทไทยที่ลงทุน
ในบรูไนฯ คือ บริษัท Brunei Construction ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง
ไม่มีบริษัทที่เป็นของคนไทยล้วน ๆ ในบรูไนฯ เนื่องจากตามกฎหมายบรูไนฯ
การ
ทำกิจการต่าง ๆ จะต้องมีคนบรูไนฯ เป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย
สำหรับธุรกิจไทยในบรูไนฯ ส่วนมากจะเป็นร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านตัดเสื้อ
และอู่ซ่อมรถ
การท่องเที่ยว
เมื่อปี 2548 มีนักท่องเที่ยวจากบรูไน ฯ
เดินทางมาไทยจำนวน 9,499 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2547 (9,345 คน) ร้อยละ 1.65 ทั้งนี้
แม้ว่านักท่องเที่ยวบรูไน ฯ จะเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยจำนวนไม่มากนัก
แต่ก็เป็นนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายสูงและมีศักยภาพที่จะเพิ่มจำนวนอีกได้
ทั้งที่เป็นลูกค้าประจำและผู้ที่
นิยมสายการบินไทย
แรงงาน
ปัจจุบันมีแรงงานไทยในบรูไน ฯ ประมาณ 8,000 คน (2550)
โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ ทำงานในกิจการก่อสร้าง
อุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อการส่งออก นอกนั้น ทำงานในภาคธุรกิจบริการ
เช่น ห้าง สรรพสินค้า ร้านอาหาร การตกแต่งดูแลสวน ช่างซ่อม
และงานในภาคเกษตรกรรม แรงงานไทยส่วนใหญ่ได้รับการยอมรับอย่างดีจากนักธุรกิจในบรูไน ฯ เพราะมีความซื่อสัตย์ อดทน ขยัน
หมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบแม้จะด้อยในเรื่องภาษา
อย่างไรก็ดียังมีปัญหาอยู่บ้างโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง อาทิ
อัตราค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถในการทำงาน
และการขาดความรู้และความเข้าใจต่อกฎระเบียบ
ข้อบังคับของสัญญาจ้าง
ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม
ด้านวัฒนธรรม
ที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับบรูไน ฯ
ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2546
เห็นพ้องในการขยายความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรม ในปี 2546 ซึ่งเป็นวาระฉลองครบรอบ 20
ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-บรูไน ฯ สถานเอกอัครราชทูต ณ
บันดาร์ เสรี เบกาวัน ได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ
กระทรวงวัฒนธรรมและการกีฬาบรูไน ฯ จัดกิจกรรม Thailand Festival 2003
โดยมีการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม
นำคณะนาฏศิลป์และนักดนตรีมาเปิดการแสดงทางวัฒนธรรมที่บรูไน ฯ
ด้านวิชาการ
ปัจจุบันไม่มีนักศึกษาไทยศึกษาอยู่ในบรูไนฯ แล้ว
ต่างจากในอดีตที่มีนักศึกษามุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับทุนจากรัฐบาลบรูไนฯ
ให้มาศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์และการศาสนา เนื่องจากบรูไนฯ พิจารณาเรื่องการให้ทุน
การศึกษาเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย อย่างไรก็ดี ในช่วง 2-3
ปีที่ผ่านมาไทยประกาศตัวเป็นประเทศผู้ให้โดยไม่ประสงค์เป็นผู้รับอีกต่อไป
เพื่อแสดงความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจตามนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณฯ
บรูไนจึงงดทุนทั้งหมดที่เคยให้รัฐบาลไทย อนึ่ง ในปี 2549
ไทยได้ให้ทุนการศึกษาแก่บรูไนฯ จำนวน 1 ทุน ได้แก่ Thai Language Learning among
ASEAN Diplomats
ด้านข้อมูลข่าวสาร
ในปี 2544 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยและบรูไนฯ
ได้ร่วมลงนามใน
บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีด้านสารสนเทศและการกระจายเสียงและภาพระหว่าง
ไทย-บรูไนฯ (MoU on Cooperation in the field
of Information and Broadcasting) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ
ด้านข้อมูลข่าวสารและประชาสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยนรายการวิทยุ
โทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีสาระ
รอันจะก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
ซึ่งในปัจจุบันได้มีการดำเนินโครงการภายใต้ MoU ดังกล่าวแล้ว
โดยมีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-บรูไน ฯ (Joint Technical Committee
on Information and Broadcasting ) นอกจากนี้ สถานีวิทยุกระจาย
เสียงแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุบรูไน ฯ ยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรมการแสดงดนตรีและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่าง เป็นประจำทุกปี
โดยครั้งล่าสุดเป็นการจัดงานครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่องาน Alai-Krathong ณ
Jerudong Park Amphitheatre เมื่อวันที่ 17
สิงหาคม 2550 โดยมีนักร้อง และคณะนักแสดงจากประเทศไทยเดินทางมาบรูไนฯ
เพื่อเปิดการแสดงร่วมกับศิลปินชาวบรูไนฯ
ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากผู้ชมทั้งชาวบรูไนฯ
และชาวไทยที่อาศัยอยู่ในบรูไนฯ และในวันที่ 14-18 ตุลาคม 2550
ข้าราชการจากกรมประชาสัมพันธ์จะเดินทางเยือนบรูไนฯตามโครงการแลกเปลี่ยนในกรอบ MoU
|
วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
เกี่ยวกับประเทศบรูไน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)